กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3
1
สนทนาท้ายเรือ / Re: 20 วิธี การป้องกันโรคมะเร็งที่ควรรู้
« กระทู้ล่าสุด โดย kantapon เมื่อ ตุลาคม 11, 2017, 12:45:06 AM »
บทความนี้ให้ความรู้และเป็นประโยชน์มาก ขอบคุณครับ
2
สนทนาท้ายเรือ / 20 วิธี การป้องกันโรคมะเร็งที่ควรรู้
« กระทู้ล่าสุด โดย qwe3 เมื่อ กันยายน 30, 2017, 11:43:56 PM »
20 วิธี การป้องกันโรคมะเร็งที่ควรรู้
 
เพียงเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณสมบัติต้านมะเร็งและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกสุขลักษณะ ก็สามารถลดความเสี่ยงโรคมะเร็งของคุณได้
โดย  The Editors of Preventionเว็บแทงบอล



ตัดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของคุณออกไป!
ข่าวดีคือ คุณจะไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเลย หากคุณมีสุขภาพที่ดี มีวิธีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง

หากคุณสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในชีวิตประจำวันของคุณได้ นั่นก็หมายถึงคุณสามารถป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดของโรคมะเร็งได้แล้วมากกว่า 70%

ศาสตราจารย์ Thomas A. Sellers, ผู้อำนวยการศูนย์การป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง Moffitt เมือง Tampa (Florida, USA) กล่าวว่า การเลือกรับประทานอาหาร, การออกกำลังกาย, และการหลีกเลี่ยงบริโภคผลิตภัณฑ์ประเภทบุหรี่ หรือยาสูบ เป็นมาตรฐานหลักอย่างแรกของการป้องกันโรคมะเร็ง แต่ในปัจจุบันได้มีการวิจัย ซึ่งค้นพบและชี้ให้เห็นถึงข้อควรปฏิบัติต่างๆอีกหลายวิธี ที่น่าสนใจ เพื่อป้องกันโรคมะเร็งในชีวิตประจำวันของคุณได้ ลองกลยุทธ์ใหม่ๆเหล่านี้แล้วความเสี่ยงของโรคมะเร็งจะลดลงยิ่งขึ้นไป

1. กรองน้ำประปาหรือน้ำก๊อกก่อนดื่มสมัครเว็บแทงบอล
คุณสามารถลดภาวะเสี่ยงต่อการรับสารก่อมะเร็งต่างๆที่เจือปนในน้ำดื่มได้โดยการกรอง โดยวิธีนี้จะสามารถป้องกันสารเคมีต่างๆที่เจือปนในน้ำซึ่งผลต่อระบบฮอร์โมนในร่างกายของคุณได้อีกด้วย รายงานล่าสุดจากประธานคณะกรรมการสถาบันมะเร็งเกี่ยวกับวิธีการลดการสัมผัสกับสารก่อมะเร็งว่า “การกรองน้ำประปาที่บ้านดื่ม มีความปลอดภัยกว่าการเลือกบริโภคน้ำดื่มบรรจุขวดที่ด้อยคุณภาพบางประเภท”

ที่สำคัญอีกอย่างคือ การเลือกเก็บน้ำในภาชนะประเภท สแตนเลสหรือแก้ว จะสามารถหลีกเลี่ยงสารปนเปื้อนหรือสารเคมี ได้ดีกว่าภาชะประเภทพลาสติก  เช่นสาร BPA เป็นต้น.  (แหล่งที่มาของข้อมูล; โดยคณะกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเลือกจากรายงานทางเลือกของผู้บริโภคสำหรับเลือกตัวกรองน้ำ Culligan, Pur แนวตั้งและ Brita OPFF-100)

2. ลดการใช้พลังงานก๊าซ
สำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อม และประธานคณะกรรมการสถาบันมะเร็งกล่าวว่า การสัมผัสหรือสูดดมควันพิษหรือก๊าซ (Benzene) ที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ของพลังงานขับเคลื่อนรถยนต์ของคุณที่ปนอยู่ในอากาศนั้น  ถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ทั้งนี้เพราะควันพิษหรือก๊าซเหล่านั้น ก็เป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังและมะเร็งปอดได้

3. หมักเนื้อก่อนที่จะย่าง
ในกระบวนการแปรรูปเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภค ได้แก่ การปิ้งย่างนั้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็ง โดยการปิ้ง-ย่างทำให้เกิดสาร Heterocyclic  amines (เกิดขึ้นเมื่อเนื้อโดนเผาไหม้ด้วยอุณหภูมิสูง) และสารไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbons ) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อใช้ถ่านย่าง – “ ข้อเสนอแนะที่ว่าควรการตัดชิ้นเนื้อที่ไหม้เกรียมออกก่อนบริโภคสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้ เป็นเหตุเป็นผลที่สามารถพิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์” กล่าวโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ Cheryl Lyn Walker ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง, ประจำสถาบัน Anderson มหาวิทยาลัยเท็กซัส.

ถ้าคุณเลือกที่จะปรุงอาหารโดยการปิ้ง-ย่าง สามารถเพิ่มโรสแมรี่และโหระพาในการหมักเนื้อสัตว์อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงก่อนที่จะปรุงอาหาร เพราะเครื่องเทศเหล่านี้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระโดยสามารถต้าน Carcinogenic heterocyclic amines (HCAs.) ได้ถึง 87 %

4. บริโภคคาเฟอีนทุกวัน
ในปี 2010 นักวิจัยชาวอังกฤษพบว่า กลุ่มคนที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ (ที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน) เมื่อดื่ม 5 แก้ว/ต่อวัน ขึ้นไป พบว่ามีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสมองลดลงถึง 40 % เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ดื่มน้อยกว่าปริมาณดังกล่าว เช่นเดียวกัน การดื่มกาแฟ ในปริมาณ 5 ถ้วยวัน ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในช่องปากและลำคอได้

ทั้งนี้ นักวิจัยเกี่ยวกับคาเฟอีนกล่าวว่า: Decaf (กาแฟที่ถูกสกัดเอาคาเฟอีนออกไปจากเมล็ดกาแฟ ก่อนที่จะนำมาแปรรูป) ไม่มีผลหรือประสิทธิภาพเทียบเท่า และยังเชื่อว่ากาแฟนั้นเป็นเครื่องป้องกันการเกิดโรคมะเร็งที่มีศักยภาพมากกว่าชาอีกด้วย

5. การดื่มน้ำลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสูงขึ้น
การดื่มน้ำรวมถึงของเหลวทุกประเภท (ยกเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ)  ในปริมาณมากเพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะโดยเจือจางความเข้มข้นของสารก่อให้เกิดมะเร็งในปัสสาวะและช่วยขับสารเหล่านั้นออกจากกระเพาะปัสสาวะได้เร็วขึ้น สมาคมโรคมะเร็งอเมริกันให้คำแนะนำว่าควรจะดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
6.เลือกรับประทานผักผลไม้สีเขียว
พยายามเลือกรับประทานผักผลไม้ให้หลากหลาย โดยเฉพาะพวกที่มีลักษณะสีเขียวเข้ม (Chlorophyll)- ในสารสีเขียวหรือคลอโรฟิลล์นั้นอุดมไปด้วยแมกนิเชี่ยม (Magnesium) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสามารถลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ในผู้หญิงได้

นักวิจัย วอล์กเกอร์ กล่าวว่า "แมกนีเซียมมีผลต่อการส่งสัญญาณในเซลล์  โดยป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติในกระบวนการแบ่งเซลล์ หากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม.  ผักขมสุกเพียงแค่ 1/2 ถ้วยสามารถให้แมกนีเซียมถึง 75 mg-หรือ 20% ของสารอาหารต่อวัน

7. เลือกรับประทานถั่วบราซิล
ถั่วบราซิลประกอบไปด้วยซีลีเนียมสูง (Selenium)- ซีลีเนียมถือเป็น สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะโดยเฉพาะในผู้หญิง จากการวิจัยจากโรงเรียนแพทย์ดาร์ทเมาท์ พบว่าผู้ที่มีระดับซีลีเนียมในเลือดสูงมีอัตราที่การตายจากโรคมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง

นักวิจัยส่วนใหญ่พบว่าซีลีเนียมไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากสารอนุมูลอิสระแล้ว แต่ยังอาจเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและยังสามารถยับยั้งเหล่าเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเนื้องอกได้อีกด้วย

8.ทำลายความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
ออกกำลังกายระดับปานกลาง อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมได้ เช่นเดินเร็ว 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมได้ถึง 18%

โดยปกติแล้ว การออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงของคุณได้ โดยช่วยให้ร่างกายมีการเผาผลาญไขมันอย่างสมบูรณ์ ซึ่งหากไม่มีอย่างนั้นแล้ว จะมีการกระตุ้นผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนขึ้นเอง โดยเป็นที่ทราบกันดีว่ามีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

9. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องซัก-อบแห้ง
ตามที่ระบุจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency หรือ EPA) ในต้นปี 2010 ได้รับรองว่า ตัวทำละลายหรือน้ำยาที่ใช้ในกระบวนการซักแห้งที่เรียกว่า PERC (ย่อมาจาก Perchlorethylene) เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็งตับ, มะเร็งไตและมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้   บุคคลที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือกลุ่มคนที่สำผัสกับสารเคมีเหล่านี้โดยตรง หรือบุคคลที่ใช้เครื่องซักแห้งนั้นเป็นเวลานาน

ถึงแม้ว่าผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้ให้ข้อสรุปว่า ผู้บริโภคมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างไรนั้น คุณมีทางเลือกที่จะสำผัสกับสารพิษเหล่านั้นน้อยลงได้คือเลือกซักเสื้อผ้าด้วยมือ โดยใช้สบู่อ่อนและตากให้แห้งด้วยอากาศกลางแจ้ง และสามารถใช้น้ำส้มสายชูเพื่อลบรอยเปื้อนหรือจุดด่างดำได้เช่นกัน

10. ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทรวงอกของคุณ
คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจดูความผิดปกติของทรวงอกและความหนาแน่นของเต้านมของคุณอย่างสม่ำเสมอ ได้มีการพบว่าผู้หญิงที่ทำ Mammograms แล้วพบว่ามีความหนาแน่นของเต้านมเท่ากับหรือมากกว่า 75% ขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม 4- 5 เท่าซึ่งเปรียบเทียบแล้วสูงกว่าผู้หญิงที่มีคะแนนความหนาแน่นต่ำ ทฤษฎีบอกไว้ว่าความหนาแน่นของหน้าอกสอดคล้องกับระดับเอสโตรเจน (Estrogen) ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นที่สำคัญอย่างยิ่งในการปรับสมดุลของร่างกาย.    วอล์กเกอร์ นักวิจัยกล่าวว่า "การเผาผลาญไขมันในร่างกายมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของการหลั่ง Growth factor, ระดับตัวส่งสัญญาณโปรตีนเช่น adipokines และฮอร์โมนอินซูลิน โดยปัจจัยเหล่านี้มีส่วนในกระบวนการยับยั้งการสร้างเซลล์มะเร็ง”
    
11. จำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือ
คุณควรใช้โทรศัพท์มือถือในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ใช้แฮนด์ฟรีเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดความเสี่ยงต่อมะเร็งได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงความถี่ต่ำที่ปล่อยจากคลื่นวิทยุด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่ายังไม่มีข้อสรุปที่หนักแน่นในการแสดงให้เห็นว่าสิ่งนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสมองก็ตาม แต่ก็มีวิจัยไม่น้อยที่มีผลเชี่ยมโยงการเกิดมะเร็งเกี่ยวและการใช้โทรศัพท์ในชีวิตประจำวัน

12. ป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังได้โดยการเลือกแต่งกายที่ถูกต้อง
นักวิทยาศาสตร์สเปนกล่าวว่า หากคุณเลือกแต่งตัวอย่างฉลาดจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังได้  ในงานวิจัยของพวกเขาพบว่า ผ้าสีฟ้าและสีแดงสามารถป้องกันรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ได้ดีกว่าสีขาวและสีเหลือง อย่าลืมที่จะใส่หมวกก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง.  เม็ดสีผิวเมลาโทนิน (Melanoma ) สามารถปรากฏทั่วบริเวณในร่างกาย จะถูกระตุ้นและเกิดขึ้นมากเมื่อโดนแสงอาทิตย์ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย North Carolina ที่ Chapel Hill พบว่าผู้ที่มีเมลาโทนินสูงบริเวณ บนหนังศีรษะหรือคอ ตายที่มากกว่าเกือบสองเท่าของอัตราของคนที่เป็นมะเร็งในพื้นที่อื่น ๆ ของร่างกาย

13. เลือกปรึกษาผู้เชียวชาญที่มากด้วยประสบการณ์
การศึกษาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย- ซานฟรานซิสโก พบว่าแพทย์ที่มีประสบการณ์อย่างน้อย 25 ปีมีความแม่นยำในการอ่านผล mammograms มากกว่า จึงถือได้ว่าความเชี่ยวชาญของแพทย์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการวินิจฉัยและการป้องกันการเกิดมะเร็ง เพราะฉะนั้น เพื่อความถูกต้องแม่นยำในการอ่านผลตรวจและวินิจฉัยโรค ก็ไม่ใช่สิ่งผิดเลยหากคุณเลือกที่จะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากกว่าหนึ่งท่าน

14. กินอาหารที่สะอาดถูกหลักอนามัย
ประธานองค์การป้องกันมะเร็งประกาศแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อซื้อเนื้อสัตว์ ที่ปลอดจากสารปฏิชีวนะและฮอร์โมน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นที่น่าสงสัยว่าจะมีส่วนก่อให้เกิดปัญหาต่อมไร้ท่อรวมทั้งโรคมะเร็งอีกด้วย  นอกจากนี้รายงานยังมีข้อแนะนำคือคุณควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารกำจัดศัตรูพืชหรือพืชผักที่ปลูกเองเพื่อหลีกเลี่ยง สารตกค้างต่างๆ รวมทั้งจำเป็นจะต้องล้างพืชผักทุกครั้งก่อนบริโภค (อาหารที่มีสารยาฆ่าแมลงมากที่สุดได้แก่ คื่นฉ่าย , พีช, สตรอเบอร์รี่, แอปเปิ้ล และ บลูเบอร์รี่.  และเราพบว่า สารก่อมะเร็งกว่า 40 ชนิดที่เป็นที่รู้จักพบในยาฆ่าแมลง ฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณควรที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโดยการบริโภคสิ่งเหล่านั้น

15. อ่านฉลากก่อนบริโภคเพื่อมองหาส่วนประกอบของกรดโฟลิค (Folic acid)
วิตามินบีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้หญิงที่เตรียมหรือกำลังตั้งครรภ์ โดยสามารถป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่องของเด็กในขณะตั้งครรภ์ได้ แต่สิ่งนี้ก็เป็นเหมือนดาบสองคมเพราะอาจเป็นสาเหตุเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้เช่นกัน

การบริโภควิตามิน ในรูปแบบสังเคราะห์ มากเกินไป (ไม่ใช่โฟเลต (Folate) ที่พบในธรรมชาติเช่นในผักใบเขียว, น้ำส้ม, และอาหารอื่น ๆ) อาจมีผลเชื่อมโยงต่อการเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่-มะเร็งปอดและมะเร็งต่อมลูกหมากที่สูงขึ้น คุณควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนเลือกรับประทานอาหารเสริมใดๆ

จากการศึกษา ล่าสุดพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทกรดโฟลิค เลือกกินในปริมาณมากกว่า 400 mcg ต่อวัน หรือเกิน 1,000 mcgต่อวัน (วิตามินดีและแคลเซียมเป็นต้น) นี่อาจจะเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดของคุณหรือโดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เตรียมหรือกำลังตั้งครรภ์

16.เพิ่มปริมาณการบริโภคแคลเซียมของคุณในแต่ละวัน
การดื่มนมอาจช่วยป้องกันคุณจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้.  ดาร์ทเมาท์ แพทย์นักวิจัยพบว่า ในบรรดาผู้ที่ทานแคลเซียมต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ปี มีอัตราการลดการพัฒนามะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง 36 % (การศึกษาตลอดระยะเวลา 5 ปี พวกเขาติดตามกลุ่มผู้ทดลอง 822 คนที่รับประทานแคลเซียมต่อเนื่องในปริมาณ 1,200 mg ต่อวัน หรือเปรียบเทียบกลุ่มยาหลอก). นอกเหนือจากนั้นคุณยังสมารถเพิ่มปริมาณแคลเซียมได้จากโยเกิต (ในปริมาณเทียบเท่า 8 ounce ต่อวัน) และ ชีสไขมันต่ำ (ในปริมาณเทียบเท่า 2-3 ounce ต่อวัน)

17. เลือกรับประทานธัญพืชที่ถูกประเภท
เป็นที่ทราบกันดีว่าแป้งข้าวสาลีดีกว่าขนมปังขาวทั่วๆไป  จากการศึกษาของโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาดเกี่ยวข้องกับผู้หญิง จำนวน 38,000 คน – พบว่าหญิงที่กินอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงจะทำให้การเพิ่มน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็ว อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่-ทวาร มากกว่าผู้หญิงที่กินอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำ ปัญหากินอาหารส่วนใหญ่มาจากแป้งขาว; ขนมปังขาว, มันฝรั่ง, พาสต้า , และขนมอบหวาน อาหารที่ปริมาณน้ำตาลต่ำได้แก่ อาหารประเภทเส้นใย

18. ใส่ใจกับความเจ็บปวดต่างๆ
หากคุณกำลังประสบการเกี่ยวกับท้องอืด ปวดบริเวณช่องท้อง หรือภาวะเร่งด่วนเกี่ยวกับการขับปัสสาวะจนต้องแพทย์ อาการเหล่านี้อาจส่งสัญญาณเกี่ยวกับมะเร็งรังไข่โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีอาการอย่างรุนแรงและบ่อยครั้ง

ผู้หญิงและแพทย์ส่วนใหญ่มักจะละเลยอาการเหล่านี้  หากคุณให้ความสำคัญและสามารถจัดการกับมะเร็งก่อนการแพร่กระจายออกนอกรังไข่ได้แล้วนั้น, อัตราการรอดตายจากมะเร็งรังไข่จะเพิ่มขึ้นกว่า 90-95%

19. หลีกเลี่ยงการทำสแกนโดยที่ไม่จำเป็น
“CT สแกนเป็นเครื่องมือวินิจฉัยที่ดีเยี่ยม แต่การทำแสกนประเภทนี้ให้รังสีมากเกินจำเป็นและแรงเกินกว่ารังสีจากการ X-ray”

นายแพทย์บาร์ตันคาเม , PhD, หัวหน้าสมาคมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองกล่าว ในความเป็นจริงหนึ่งในสามของนักวิจัยแนะนำว่า CT สแกนอาจจะไม่จำเป็นซะทีเดียว เนื่องปริมาณของรังสีจาก CT แสกนสามารถกระตุ้นการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้   หากคุณต้องพบเห็นแพทย์หลายท่าน คุณควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทำแสกนซ้ำ แต่อาจสามารถทำการทดสอบอื่นๆแทน เช่นอัลตราซาวนด์ หรือ MRI เป็นต้น

20. ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมตามเกณฑ์
สถิติจากสมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาชี้ให้เห็นว่า 20% ของกลุ่มผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด (เพศหญิง) และ 14 % (เพศชาย) มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน

*** (น้ำหนักเกินหมายถึง ดัชนีมวลของร่างกาย (BMI) อยู่ระหว่าง 25 และ 29.9; อ้วนหมายถึง ดัชนีมวลของร่างกาย (BMI) เท่ากับหรือมากกว่า 30) ***

นอกจากนี้ การลดน้ำหนักจะมีผลต่อการผลิตของฮอร์โมนเพศหญิงของร่างกายที่ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม,  มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก, และมะเร็งรังไข่.   ถึงแม้ว่าในทางเทคนิคแล้ว หากคุณไม่ได้มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน แต่การเพิ่มน้ำหนักเกิน 10 ปอนด์ขึ้นไป หลังจากอายุ 30 จะเพิ่มความเสี่ยงของเกิดมะเร็งเต้านม, มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งอื่น ๆได้
3
        บีบีซีไทย รวบรวมข้อสงสัยจากสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดซื้อเรือดำน้ำจีน 3.6 หมื่นล้านบาท ก่อนกองทัพเรือตั้งโต๊ะชี้แจง
   ก่อนที่ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ (ทร.) ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ พร้อมคณะ จะตั๊งโต๊ะชี้แจงการจัดซื้อเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า รุ่น S26T จากจีน จำนวน 3 ลำ รวมเป็นเงินกว่า 36,000 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ ทร. จัดซื้อลำแรกไปแล้วในการพิจารณาวาระลับ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยนัดหมายสื่อมวลชนให้ไปพร้อมกันที่โรงเก็บอากาศยาน เรือหลวงจักรีนฤเบศร ท่าเทียบเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ในวันที่ 1 พ.ค. เวลา 15.00 น.
   บีบีซีไทย ขอรวบรวมข้อสงสัยจากสื่อไทยเกี่ยวกับการจัดซื้อเรือดำน้ำจีนครั้งนี้ เพื่อให้คนอ่านได้ช่วยกันจับตาว่า เสธ.ทร. และคณะ จะชี้แจงถึงประเด็นเหล่านี้อย่างไร
   มีสัญญาณว่าต้องซื้อจากจีน ?
   เว็บไซต์ที่รายงานความเคลื่อนไหวทางการทหารอย่าง TAF รายงานคำให้สัมภาษณ์ของ "แหล่งข่าว" ที่รู้เบื้องหลังการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนอย่างละเอียด ตั้งแต่ความพยายามในการจัดซื้อเรือดำน้ำของ ทร. จากหลายชาติเมื่อสิบปีก่อน มาจนถึงการจัดซื้อครั้งนี้ ซึ่งแม้แหล่งข่าวจะระบุถึงข้อดีที่เรือดำน้ำจีนมีเหนือเรือดำน้ำจากชาติอื่น ๆ แต่ก็ยอมรับว่า การจัดซื้อครั้งนี้ มี "สัญญาณ" มาจากภายนอก ทร.
   ขณะที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจระบุชัดเจนกว่า ว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนเป็นบัญชาจาก "บิ๊กในรัฐบาล"
ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ในยุคที่รัฐบาลไทยเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศ โดยหันไปสร้างสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายหลังสหรัฐฯซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกับไทยมาอย่างยาวนานวางตัวออกห่าง นับแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2557

กระบวนการจัดซื้อโปร่งใสหรือไม่ ?
   สำนักข่าวอิศรา นำเอกสารเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำครั้งนี้ ซึ่งริเริ่มตั้งแต่ปี 2558 บางส่วนมาเผยแพร่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าในเอกสารความต้องการ (Request for Offer) ของ ทร. ระบุว่า อยากได้เรือดำน้ำ 2 ลำ ซึ่งชาติคู่แข่งอื่น ๆ ก็เสนอมา 2 ลำ แต่จีนเสนอมา 3 ลำ จะเป็นการขัดกับเอกสารดังกล่าว รวมถึงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 หรือไม่
   สื่อออนไลน์แห่งนี้ ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการพิจารณาของคณะกรมการคัดเลือก ว่าจะใช้เกณฑ์ใดในการพิจารณา เมื่อจีนเสนอจำนวนเรือดำน้ำไม่เท่ากับชาติคู่แข่งอื่น ๆ และไม่ตรงกับที่เอกสารระบุ
"อย่างนี้จะมีความเป็นธรรมและยุติธรรมกับผู้เสนอราคารายอื่น ๆ หรือไม่" สำนักข่าวอิศราตั้งคำถาม
ณสมบัติแย่กว่าคู่แข่ง ?
   หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ระบุว่า จากข้อมูลเรื่องสเปคและคุณสมบัติของเรือดำน้ำจากทั้ง 6 ชาติที่ส่งให้ไทยพิจารณา หากพิจารณาในแง่คุณภาพ เรือดำน้ำจากจีนด้อยกว่าเรือดำน้ำคู่แข่งแทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น
ขนาดของตัวเรือที่ใหญ่เกินไป ทำให้ระดับความลึกปลอดภัยมากถึง 60 เมตรขึ้นไป ขณะที่ความลึกเฉลี่ยท้องทะเลไทยอยู่ที่ 25-40 เมตรเท่านั้น
   ความเร็วและระยะปฏิบัติการ เรือดำน้ำจีนสามารถทำความเร็วสูงสุด 18 นอตได้เพียง 10 นาที และมีระยะปฏิบัติการเพียง 8,000 ไมล์ ในขณะที่เรือดำน้ำชาติอื่นสามารถใช้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 20 นอตได้ประมาณ 1 ชั่วโมงและมีระยะปฏิบัติการมากกว่า 10,000 ไมล์
อายุการใช้งานก็เพียงแค่ 25 ปี น้อยกว่าของชาติอื่นบางแบบที่ใช้งานได้ถึง 40 ปีขึ้นไป ที่เหนือกว่าอาจมีเพียงเรื่องของ "จำนวน" เท่านั้นเอง

การจัดซื้อผิดกฎหมายงบประมาณ ?
   เป็นข้อสังเกตใหม่ที่ถูกเปิดประเด็นโดยนายปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณะบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านสื่อไทยหลายสำนักว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา อาจจะขัดกับมาตรา 23 ของ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 เพราะการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีจะต้องเสนอให้ที่ประชุม ครม. อนุมัติภายหลัง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น ๆ มีผลใช้บังคับ ไม่เกิน 60 วัน
ทั้งนี้ พ.ร.บ.งบประมาณฯ ของปี 2560 มีผลใช้บังคับไปตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ของปีก่อน ภายใน 60 วัน คือไม่เกินวันที่ 30 พ.ย. ปีเดียวกัน
   "มติ ครม. ดังกล่าวจึงล่วงเลยเวลา ไม่มีตามกฎหมายหรือตกเป็นโมฆะ" นายปรีชากล่าวกับเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์เหล่านี้ คือ 5 ข้อสงสัยที่น่าสนใจ และสาธารณชนคาดหวังว่าจะได้ยินคำอธิบายจาก เสธ.ทร. ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ รวมถึงจากผู้เกี่ยวข้องรายอื่น ๆ แทงบอลสเต็ป
4
สนทนาท้ายเรือ / Re: เส้นทาง โครงการเรือดำน้ำไทย
« กระทู้ล่าสุด โดย ราชาวานร เมื่อ กันยายน 15, 2017, 01:05:11 PM »
ทร. เซ็นสัญญาจ้างสร้างเรือดำน้ำจากจีน

เมื่อ 5 พ.ค. 2560 รายงานจากกองบัญชาการกองทัพเรือแจ้งว่า พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำเป็นผู้แทน พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร.เพื่อลงนามกับบริษัท China Shipbuilding & Offshore International Co. Ltd. ในฐานะผู้แทนรัฐบาลจีนได้ลงนามในข้อตกลงจ้างสร้างเรือดำน้ำ ลำที่ 1 ในข้อตกลงจ้างสร้างเรือดำน้ำในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล ณ อาคารรับรองรัฐบาล เตี้ยวหยูไถ่ กรุงปักกิ่งของจีน โดยทั้งสองฝ่ายตรวจเอกสารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งฝ่ายจีนไม่มีการแก้ไขเอกสารฉบับที่ผ่านการตรวจสอบจากอัยการสูงสุดของรัฐบาลไทย

การเซ็นสัญญาซื้อเรือดำน้ำลำแรกดังกล่าวเป็นไปตามที่ครม.อนุมัติให้จัดซื้อ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา ด้วยงบประมาณ 13,500 ล้านบาท โดยแบ่งชำระเงินเป็น 7 ปี รวม 17 งวด ประเดิมงวดแรกปี 2560 จำนวน 700 ล้านบาท ส่วนปีที่ 2561-2566 จะชำระเฉลี่ยปีละ 2,100 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 พ.ค. พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ทำทีมตั้งโต๊ะชี้แจงการจัดซื้อเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า รุ่น yuan class S26T จากประเทศจีน จำนวน 1 ลำ วงเงินงบประมาณ 13,500 ล้านบาท ตามที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ย้ำว่า นี่เป็นความจำเป็นในการมีเรือดำน้ำ และเป็นยุทธศาสตร์ประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัย

"สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอน เช่น กรณีคาบสมุทรเกาหลี เพียงแค่เปลี่ยนผู้นำคนเดียว การใช้กำลังจะเกิดขึ้นเมื่อไรไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เรือดำน้ำไม่ได้หาได้ภายใน 1-2 ปี ถ้าเราไม่มีเลย หลักประกันความมั่นคงปลอดภัยของประเทศอยู่ตรงไหน ที่เรามีไม่ใช่เพื่อไปรบ แต่เพื่อไม่ต้องรบ ให้เขาเกรงใจ" เสนาธิการ ทร. กล่าว

อย่างไรก็ตาม พล.ร.อ.ลือชัย ยืนยันการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ และไม่ใช่การ "ย้ายค่าย" ไปซื้ออาวุธกับจีน แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทางทะเลของไทย เพราะการไม่มีเรือดำน้ำประจำการมากว่า 60 ปี ทำให้ ทร.สูญเสียขีดความสามารถอย่างสิ้นเชิง ทั้งองค์ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ของกำลังพล



ที่มา : www.bbc.com/thai/thailand-39815126
5
สนทนาท้ายเรือ / Re: เส้นทาง โครงการเรือดำน้ำไทย
« กระทู้ล่าสุด โดย ราชาวานร เมื่อ กันยายน 15, 2017, 01:01:52 PM »
วันที่ 24 เม.ย. 60-รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเเจ้งว่า โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ Yuan Class S26T จากประเทศจีนจำนวน 1 ลำ จำนวน 13,500 ล้านบาท ได้ผ่านความเห็นชอบจากครม.ไปแล้ว เมื่อวันที่ 18 เม.ย. โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม นำโครงการดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมครม.ด้วยตัวเอง ภายหลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ

รายงานข่าวเปิดเผยว่า หลังจาก ครม.ได้อนุมัติแล้ว พล.อ.ประวิตร ได้นำโครงการดังกล่าวตีกลับไปยังกองทัพเรือ เพื่อให้พิจารณาระเบียบวาระในการเซ็นต์สัญญาการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน  โดยมี พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร.ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย จะเดินทางไปเยือนสาธารณประชาธิปไตยประชาชนจีนเพื่อเซ็นสัญญาซื้อขายแบบจีทูจีในเร็วๆนี้

รายงานข่าวระบุอีกว่า ก่อนที่ พล.อ.ประวิตร จะนำโครงการดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม.นั้น  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ได้ติดต่อสอบถามถึงความคืบหน้าการดำเนินการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยว่ามีความคืบหน้าอย่างไร เนื่องจากจีนเตรียมจะต่อเรือดำน้ำชนิดเดียวกันที่ขายให้ไทยไว้ใช้เอง และอยู่ระหว่างการตีเส้นเรือ และจะถือโอกาสนี้ต่อเรือไปพร้อมๆกัน

ที่มา : www.phenkhao.com/contents/2187
6
สนทนาท้ายเรือ / Re: เส้นทาง โครงการเรือดำน้ำไทย
« กระทู้ล่าสุด โดย ราชาวานร เมื่อ กันยายน 15, 2017, 09:09:10 AM »
วันที่ 29 มิถุนายน 2559 มีข่าวว่ากองทัพเรือได้เสนอโครงการเรือดำน้ำอีกครั้ง โดยยังคงเป็นเรือดำน้ำ S26T แต่ปรับลดจำนวนลงเหลือ 1 ลำในวงเงินประมาณ 1 หมื่น 3 พันล้านบาท เริ่มจัดซื้อในปีงบประมาณ 2560 และจะทยอยจัดซื้อให้ครบ 3 ลำภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันความคุ้มค่าของโครงการ รวมทั้งรับประกันเทคโนโลยีเรือดำน้ำจีนว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ และการจัดหาเรือดำน้ำมีความจำเป็นเร่งด่วน

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2559 สำนักข่าวอิศราออกมาเปิดเผยข้อมูลข้อเสนอโครงการเรือดำน้ำของจีนในวงเงิน 3 หมื่น 6 พันล้านบาท ประกอบด้วย เรือดำน้ำ S26T จำนวน 3 ลำ, การฝึก, การสนับสนุน (ไม่รวมการปรับปรุงอู่ซ่อม), ตอร์ปิโด 4 ลูก, ตอร์ปิโดฝึก 2 ลูก และการสนับสนุนหลังการขาย เช่น การแลกเปลี่ยนการฝึก การฝึกร่วม การสนับสนุนการช่วยเหลือกู้ภัย การสนับสนุนการซ่อมบำรุงและการใช้งาน เป็นต้น

ส่วนรายการที่ไม่ครอบคลุมในวงเงินและเป็นออพชั่นเสริม ประกอบด้วย ระบบการส่งบำรุงรวม, อะไหล่, เครื่องฝึก และลูกอาวุธอื่นๆ (อาวุธปล่อย ASM, เป้าลวง, ทุ่นระเบิด) ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ได้มีความครบถ้วนตามที่ระบุในเอกสารชี้แจงของกองทัพเรือ นอกจากนี้ยังได้มีการเปิดเผยผลการประเมินข้อเสนอเรือดำน้ำในด้านต่างๆ ได้แก่ ขีดความสามารถ ความอยู่รอด ความพร้อมใช้งาน การส่งกำลังบำรุงและการฝึกอบรม บริษัทผู้ผลิต สิ่งสนับสนุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งข้อเสนอเรือดำน้ำ S26T ของจีนมีผลการประเมินในเกณฑ์ "Outstanding" เพียงหัวข้อเดียว กับมีผลการประเมินในเกณฑ์ "Not acceptable" ถึง 4 หัวข้อ ในขณะที่มีข้อเสนอของผู้ผลิตอื่นหลายรายที่มีผลการประเมินดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่มีการตอบรับหรือตอบปฏิเสธจากกองทัพเรือแต่อย่างใด

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2559 สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 โดยมีงบประมาณสำหรับการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือรวมอยู่ด้วย ซึ่งคาดว่าจะเป็นงบประมาณสำหรับการดำเนินการในปีแรก ก่อนที่ ครม.จะอนุมัติผูกพันงบประมาณในระยะยาวต่อไป

ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2559 กองทัพเรือได้ประกาศราคากลางสำหรับโครงการเรือดำน้ำ S26T จำนวน 1 ลำ พร้อมแพคเกจ ในวงเงิน 13,500 ล้านบาท โดยกำหนดให้ยื่นซองเสนอโครงการใหม่ภายในวันที่ 19 มกราคม 2560 ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการยื่นซองเสนอโครงการเรือดำน้ำ S26T ด้วยวิธีกรณีพิเศษเพียงแบบเดียวตามที่กองทัพเรือกำหนด

จะเห็นได้ว่าการจัดหาเรือดำน้ำในครั้งนี้มีความพยายามมาตั้งแต่ปลายปี 2557 และคาดว่าหลังจากการยื่นซองเสนอโครงการ จะสามารถนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ได้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งหากผ่านการอนุมัติของ ครม. ก็จะเป็นครั้งแรกที่กองทัพเรือประสบความสำเร็จได้ในการจัดหาเรือดำน้ำ นับตั้งแต่เรือดำน้ำชั้น ร.ล.มัจฉาณุ ทั้ง 4 ลำปลดประจำการไปเมื่อ 65 ปีก่อน

ที่มา : www.facebook.com/kapitaennem0
7
สนทนาท้ายเรือ / Re: เส้นทาง โครงการเรือดำน้ำไทย
« กระทู้ล่าสุด โดย ราชาวานร เมื่อ กันยายน 14, 2017, 11:53:34 AM »
หลังจากที่มีข่าวการคัดเลือกเรือดำน้ำจีนจำนวน 3 ลำของกองทัพเรือเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2558 จนเกิดกระแสคัดค้านอย่างมาก ต่อมาในวันที่ 15 กรกฎาคม พล.อ.ประวิตร จึงได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจะยังไม่นำโครงการเรือดำน้ำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. โดยสั่งการให้กองทัพเรือไปสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ซึ่งต่อมาในปลายเดือนกรกฎาคมกองทัพเรือก็ได้จัดทำเอกสาร "สมุดปกเขียว" จำนวน 9 หน้ากระดาษ A4 ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการจัดซื้อเรือดำน้ำ เนื้อหาภายในประกอบด้วยมูลค่าผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล, ความจำเป็นในการจัดซื้อเรือดำน้ำ, ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ และการพิจารณาคัดเลือกเรือดำน้ำของกองทัพเรือ โดยเป็นการชี้แจงเหตุผลในการเลือกเรือดำน้ำจีนประมาณ 3 หน้ากระดาษ ระบุว่าจีนเป็นรายเดียวที่เสนอเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ ในขณะที่ประเทศอื่นเสนอเรือดำน้ำเพียง 2 ลำ (ตามที่กองทัพเรือกำหนด) นอกจากนี้ยังเป็นเรือดำน้ำแบบเดียวที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อน AIP และมีแพคเกจอาวุธ-การฝึก-อะไหล่ที่ครบถ้วน

อย่างไรก็ดี หลังจากที่กองทัพเรือเผยแพร่เอกสารสมุดปกเขียวโครงการเรือดำน้ำ เรื่องก็ได้เงียบไปหลายเดือนจนกระทั่งวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ในพิธีเข้ารับตำแหน่ง ผบ.ทร. ของ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ได้กล่าวให้สัมภาษณ์ว่าเรือดำน้ำเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับกองทัพเรือ แต่มีผลกระทบด้านอื่นมากโดยเฉพาะปัจจัยเศรษฐกิจ จึงต้องทบทวนชะลอโครงการ และหันไปฝึกกำลังพลเพื่อเตรียมการไปก่อน

แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน พล.อ.ประวิตร ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าจะไม่ชะลงโครงการ และสั่งการให้กองทัพเรือเดินหน้าการจัดหาเรือดำน้ำต่อไป เพียงแต่ให้ทบทวนแผนงบประมาณให้มีความเหมาะสม



ที่มา : www.komchadluek.net/news/politic/214392 , www.facebook.com/kapitaennem0
8
สนทนาท้ายเรือ / Re: เส้นทาง โครงการเรือดำน้ำไทย
« กระทู้ล่าสุด โดย ราชาวานร เมื่อ กันยายน 14, 2017, 11:48:10 AM »
จากนั้น เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 ในที่ประชุม ครม. โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้ยกเลิกมติ ครม.ปี 2555 ที่ให้ชะลอซื้อเรือดำน้ำออกไป และให้กองทัพเรือดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการรวมทั้งจัดทำภาพรวมการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับโครงการเรือดำน้ำ โดยเห็นชอบวงเงินสำหรับทำการศึกษาข้อมูล 200 ล้านบาท จากการปรับแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558

ต่อมากองทัพเรือได้กำหนดให้บริษัทผู้ผลิตต่างๆ ยื่นเสนอโครงการเรือดำน้ำจำนวน 2 ลำ พร้อมแพคเกจอาวุธ, อะไหล่ซ่อมบำรุง, สิ่งอำนวยความสะดวก, การฝึก และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ภายในวงเงิน 3 หมื่น 6 พันล้านบาท เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 โดยมีผู้ยื่นเสนอโครงการจำนวน 6 ราย ได้แก่ บริษัท CSOC ของจีน, บริษัท DCNS ของฝรั่งเศส, บริษัท DSME ของเกาหลีใต้, บริษัท Rosoberon ของรัสเซีย, บริษัท Saab Kockums ของสวีเดน และบริษัท TKMS ของเยอรมนี ซึ่งกองทัพเรือได้ทำการพิจารณาคัดเลือกเป็นเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ และอนุมัติผลการคัดเลือกในกลางเดือนมิถุนายน 2558 โดยได้เร่งจัดประชุมเจรจาตกลงราคาโครงการเรือดำน้ำทันทีในระหว่างวันที่ 25-26 มิถุนายน 2558

และในวันที่ 2 กรกฎาคม 2558 พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร. (ในขณะนั้น) ได้ให้สัมภาษณ์แถลงข่าวยืนยันการคัดเลือกโครงการเรือดำน้ำจีนจำนวน 3 ลำพร้อมแพคเกจ ภายหลังจากเริ่มมีข่าวการจัดซื้อเรือดำน้ำจีนรั่วออกมาเมื่อปลายเดือนมิถุนายน โดย ทร. กล่าวว่าได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก 17 คน เป็นคนรุ่นใหม่จากกองเรือดำน้ำที่จะต้องไปเป็นผู้ปฏิบัติงานในเรือดำน้ำ ผลการคัดเลือกมีผู้ให้คะแนนเลือกเรือดำน้ำจีน 14 จาก 17 คน

ที่มา : www.facebook.com/kapitaennem0
9
สนทนาท้ายเรือ / Re: เส้นทาง โครงการเรือดำน้ำไทย
« กระทู้ล่าสุด โดย ราชาวานร เมื่อ กันยายน 14, 2017, 11:17:52 AM »
ต่อมา มีข่าวเกี่ยวกับความสนใจจัดหาเรือดำน้ำครั้งใหม่เมื่อเดือน พ.ย. 2557 ก็ได้เริ่มมีบริษัทต่างๆ เข้ามาบรรยายข้อมูลเรือดำน้ำ เริ่มตั้งแต่ในช่วงเดือนธันวาคม 2557 ถึงเดือนเมษายน 2558 โดยบริษัท CSOC ของจีนได้เข้ามาบรรยายข้อมูลเรือดำน้ำ S26T เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2558

นอกจากนี้ยังมีการบรรยายข้อมูลเรือดำน้ำอื่นๆ จากบริษัท DSME และ HHI ของเกาหลีใต้, บริษัท DCNS ของฝรั่งเศส, บริษัท TKMS ของเยอรมนี, บริษัท Rosoberon ของรัสเซีย และบริษัท Saab Kockums ของสวีเดน



ที่มา : http://aagth1.blogspot.com/2015/01/s26t.html
10
สนทนาท้ายเรือ / เส้นทาง โครงการเรือดำน้ำไทย
« กระทู้ล่าสุด โดย ราชาวานร เมื่อ กันยายน 14, 2017, 11:14:02 AM »
เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้สั่งการให้กองทัพเรือศึกษารายละเอียดความต้องการเรือดำน้ำครั้งใหม่ ในระหว่างการตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพเรือ เนื่องในโอกาสรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมใหม่  นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินโครงการเรือดำน้ำในปัจจุบันของกองทัพเรือ หลังจากที่ได้มีการระงับโครงการเรือดำน้ำชั้น 206A เนื่องจากพ้นกำหนดเวลาตามข้อเสนอของ ทร.เยอรมนีไปเมื่อต้นปี 2555



ที่มา : www.facebook.com/kapitaennem0
หน้า: [1] 2 3