ผู้เขียน หัวข้อ: LED TV คืออะไร มีกี่ชนิด  (อ่าน 41 ครั้ง)

mainertimoteo

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 42
LED TV คืออะไร มีกี่ชนิด
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2019, 04:19:38 AM »
หลายๆคนบางครั้งอาจจะได้ ยินคำว่า LED จ้ะ คลับคล้ายว่าจะเป็นหลอดไฟฟ้า ซึ่งก็แน่นอนจ้ะเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว LED ย่อมาจาก Light Emitting Diode ซึ่งเป็นบ่อเกิดแสง เรียกว่า จิ๋ว{แต่|แต่ว่าแจ๋ว ทั้งที่หลอดเล็กแต่ให้พลังงานไฟสูงนั่นเองค่ะ หลอดLEDเป็นตัวแหล่งกำเนิดแสงสว่าง แล้วก็มี Liquid Crystal เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลว มี 3 สีก็คือ สีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว Hybrid ตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงจากหลอดแอลอีดีส่งลอดผ่านออกมาเป็นสีสันต่างๆนั่นเอง ในส่วนของ LED TV ก็คือโทรทัศน์ที่เปลี่ยนจากการใช้หลอด ccfl มาเป็นหลอด LED ซึ่งหลอด ccfl ก็คือ LCD TV นั่นเองจ้ะ 


ประสิทธิภาพของทีวีแอลอีดีจิ๋วแต่แจ๋ว


มาดูกันที่เรื่องของสมรรถนะของ LED TV กันบ้างค่ะ อย่างที่บอกค่ะว่าโทรทัศน์ประเภทนี้เป็นโทรทัศน์ที่ใช้หลอดเล็ก แต่ว่าประสิทธิภาพคับแก้วในหลายๆแง่ ดังเช่น ความสว่าง ระดับ 8 สีสันระดับ 9 ระดับสีดำระดับ 9 อัตราการกินไฟระดับ 10 ความบางระดับ 9 ระดับราคาระดับโลก ก็เลยถือได้ว่าเป็นราคาที่ถูกกว่าในรุ่น LCD TV จ้ะในเรื่องของความคุ้มค่าถึงแม้เครื่องจะแพงกว่าแต่ว่าโดยรวมแล้วค่าไฟฟ้าในระยะยาวถูกกว่ามากเลยทีเดียวนะค่ะ ว่ากันว่าประสิทธิภาพของทีวีแอลอีดีอยู่ที่ระดับ 9 เต็ม 10 นั่นเองจ้ะ
คุณลักษณะที่ทำให้หลอดแบบแอลอีดี สามารถให้แสงไฟได้ดีกว่า โดยที่ใช้ไฟน้อยกว่าซึ่งก็คือLED เป็นต้นกำเนิดไฟที่มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญด้วยขนาดหลอดที่เล็กทำให้ LED TV มีความบางมากกว่า TV โดยปกติที่ใช้หลอด ccfl Black Light แม้ราคาของตัวเครื่องทีวีแอลอีดีจะสูงกว่าทีวี LCD แต่ในเรื่องของอัตราการกินไฟถือว่าถูกกว่ามากๆ โดยเหตุนั้นในระยะยาวถือว่าคุ้มมากๆเลยทีเดียวล่ะจ้ะ
ประเภทของ LED TV

1. EDGE LED เป็นทีวีแอลอีดีชนิดที่วางหลอดแอลอีดีไว้ตามขอบของทีวีจ้ะ ทั้งในส่วนของขอบบนขอบล่าง ขอบซ้ายขอบขวาของโทรทัศน์ ซึ่งแสงจากขอบเหล่านี้ก็จะยิงเข้ามากึ่งกลางจอทีวีซึ่งมีจุดเด่นตรงที่ว่ามีความบางมากยิ่งกว่า LCD TV โดยปกติ เพราะเหตุว่าหลอดแอลอีดีจะอยู่เพียงแค่ข้างๆค่ะ ส่วนอีกเรื่องก็คือการประหยัดไฟอย่างไม่ต้องสงสัยอยู่แล้วล่ะค่ะ แต่หน้าจอประเภทนี้ก็จะมีข้อเสียอยู่นิดหน่อยเมื่อเทียบกับLEDแบบแอลอีดี คือไม่สามารถทำ Local dimming หรือที่เรียกว่าเปิดปิด


 
2. FULL LED ชนิดที่ 2 นี้เราเรียกว่า Full LED ซึ่งจะมีการวางหลอดแอลอีดีเป็นแผงอยู่ข้างหลังของจอค่ะ ซึ่งครั้งคราวก็จะเรียกว่า Direct LED ด้วยการที่มีหลอดไฟฟ้าอยู่ทางข้างหลังเป็นแผงคอยล์ให้กำเนิดแสงสว่างจะมีจุดเด่นของโทรทัศน์ประเภท Full LED แบบนี้ก็คือสามารถ ทำ Local dimming หรือทำการเปิดปิดหลอดLEDเป็นกรุ๊ปหรือเฉพาะจุดได้อย่างอิสระ อาทิเช่น ทางซ้ายเป็นสีดำ ด้านขวาเป็นสีขาวหลอดไฟ แอลอีดี แบล็คไลท์รอบๆทางซ้ายก็จะปิดเพื่อทำให้สีดำที่อยู่รอบๆด้านซ้ายจอนั้นดำสนิทนั่นเองรวมทั้งในกลุ่มของLEDแบล็คไลท์ทางขวาก็จะเปิดขึ้นเพื่อให้แสงสว่างสามารถลอดออกมาเป็นสีขาวได้จ้ะ มีข้อดีก็จะต้องมีข้อเสียอยู่เหมือนกันจ้ะ เป็นเพียงข้อบกพร่องแค่นิดหน่อยแค่นั้นก็คือ ความหนาของตัวเครื่องที่มีมากยิ่งกว่าจำพวกแรกนั่นเอง เหตุเพราะการที่จะจำเป็นต้องใช้หลอดไฟฟ้าหลายตัวไว้ข้างหลังของจอภาพทำให้โทรทัศน์ทำให้มีความหนามากขึ้นกว่าทีวีปกติค่ะ




3. RGB LED ทีวีแอลอีดีจำพวกที่ 3 จ้ะจะใช้หลอดไฟแอลอีดีสีแดง สีเขียว น้ำเงินเป็นแผงอยู่ด้านหลัง ถือว่ากลุ่มนี้เป็นตัวท็อปของ LED TV ในขณะนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งแนวทางการทำงานของทีวีจำพวกนี้ในเรื่องของการให้กำเนิดแสงสว่างก็จะคล้ายๆกับ ทีวีประเภท Full LED แต่มีข้อแตกต่างที่ดีกว่าตรงที่แทนที่จะใช้หลอดแอลอีดีสีเดียว ซึ่งใน Full LED จะใช้สีขาวในการให้กำเนิดแสง แต่ว่าสำหรับในกลุ่มของ RGB LED นี้จะใช้หลอดLED ที่มีแม่สีถึง 3 สีนั้นคือสีแดง สีเขียว สีน้ำเงินสำหรับการให้กำเนิดแสงสว่างแทนนั่นเองซึ่งหลอดไฟฟ้าทั้ง 3 สีนี้เมื่อแยกการทำงานกันอย่างอิสระจะมีผลทำให้การสร้างสีที่ดียิ่งขึ้น เนื่องจากว่าแสงสว่างหัวขั้วออกมาเป็นแม่สีตั้งแต่ทีแรกจ้ะ ความถูกต้อง ความคมชัดของสีก็เลยมีเยอะขึ้นทำให้อรรถรสสำหรับเพื่อการชมทีวีของพวกเรามีมากขึ้นตามไปด้วย ตลอดจนความสามารสำหรับการไล่เฉดสีและก็มิติของภาพดีมากขึ้นตามไปด้วยจ้ะ จากวิธีการดังที่พูดมาแล้วข้างต้นนี้แล้ว จึงนับว่าเป็น LED TV ที่ยอดเยี่ยมก็ว่าได้ และก็ด้วยคุณลักษณะที่ดีเลิศเหล่านี้ก็ย่อมทำให้ทุนของโทรทัศน์ชนิดนี้มีราคาที่ค่อนข้าจะสูงกว่าความสามารถสำหรับการทำ Local dimming หรือการเปิดปิดไปเป็นกลุ่มๆได้อย่างอิสระ เพื่อให้ได้ที่สีดำที่ดำสนิทและก็คอนทราสที่มากขึ้นก็มีเช่นเดียวกันกับทีวีชนิดที่ 2 ส่วนข้อตำหนิของกลุ่มนี้ก็จะอยู่ที่ราคาที่ค่อนข้างสูงยิ่งกว่าตัวอื่นๆนั่นเองล่ะจ้ะ