การบริหารจัดการน้ำด้วย ธนาคารน้ำใต้ดิน
Quote from paen on September 2, 2026, 7:06 pmการบริหารจัดการน้ำด้วยธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Banking) คือแนวคิดในการเติมน้ำลงสู่ชั้นใต้ดินในช่วงที่มีน้ำมากหรือเกินความต้องการ (ฤดูฝน) เพื่อฝากไว้ในชั้นหินและชั้นดิน แล้วสูบกลับมาใช้ในช่วงที่มีน้ำน้อย (ฤดูแล้ง) ช่วยแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งได้อย่างยั่งยืน
แนวความคิดนี้ช่วยในการแก้ไขปัญหาในอดีต เช่น น้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตร บ้านเรือน ไร่นา บางช่วงแล้ง มีน้ำไม่เพียงพอต่อการใช้ ต้องซื้อหรือหาน้ำจากแหล่งอื่น ๆ การแก้ไขปัญหาในอดีตจะมีหลายแบบ ได้แก่ การสร้างเขื่อน การทำแก้มลิง การสร้างฝายชะลอน้ำ การสร้างอ่างเก็บน้ำ สร้างสระน้ำ ซึ่งการทำธนาคารน้ำใต้ดินก็เป็นแนวความคิดใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ดี
ระบบการทำอยู่ 2 แบบด้วยกัน
1. ระบบปิด คือการฝากน้ำไว้ในระดับตื้น เป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง ระบายน้ำในครัวเรือน โดยจะทำที่ความลึกประมาณ 1.5-2.5 เมตร ลักษณะขุดเป็นบ่อขนาดเล็ก ใส่หิน กรวด ขวด และท่อระบายอากาศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชื้นให้ดินและต้นไม้บริเวณรอบๆ
2. ระบบเปิด คือการฝากน้ำไว้ที่ระดับความลึก เช่นระดับน้ำบาดาล เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ในเขตชุมชนหรือเขตอุตสาหกรรม จะขุดลึกจนทะลุชั้นดินเหนียวชั้นทรายลงไป ลักษณะขุดเป็นบ่อขนาดใหญ่ โดยน้ำจะลงไปเก็บไว้ในชั้นน้ำบาดาล การนำมาใช้จะเป็นการสูบขึ้นมาเพื่อใช้ในการเกษตรและอุปโภคขั้นตอน การทำธนาคารน้ำใต้ดิน ตามมาตรฐาน AGS
1. การเก็บข้อมูลพื้นฐานด้านทรัพยากรน้ำชุมชนและภูมิประเทศ
2. การสำรวจทิศทางการไหลของน้ำผิวดิน และใต้ดิน ในระดับพื้นที่ และชุมชน
3. การเจาะสำรวจชั้นดิน สำรวจธรณีฟิสิกส์เพื่อประเมินศักยภาพของแหล่งน้ำใต้ดินเพื่อความคุ้มทุนโครงการ
4.การวางแผนและกำหนดจุดระบบการเติมน้ำใต้ดินในแผนที่ตำบล
5.การออกแบบระบบธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อให้เข้ากับบริบทของพื้นที่
6.การดำเนินการก่อสร้างตามรูปแบบที่กำหนดไว้
7.การเก็บข้อมูล ติดตาม ประเมินผล และบำรุงรักษาระบบการจัดการน้ำ
8.การสรุป วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค โอกาส และขยายผลโครงการการเลือกพื้นที่ในการทำ ธนาคารน้ำใต้ดิน (ระบบเติมน้ำใต้ดิน) เพื่อให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุด และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือโครงสร้างอาคารบ้านเรือน
1. พื้นที่ที่เหมาะสม (ควรทำ)
1.1 จุดที่น้ำท่วมขังเป็นประจำ เช่น แอ่งกระทะ ร่องน้ำ ไหล่ทาง หรือบริเวณจุดรวบรวมน้ำฝน
1.2 บริเวณชายคาบ้าน หรือใต้ท่อระบายน้ำฝน การทำใต้จุดที่น้ำฝนตกลงมาจากหลังคาจะช่วยรับน้ำและซึมลงดินได้ทันที
1.3 พื้นที่ที่เป็นดินร่วน ดินทราย หรือชั้นหินที่มีช่องว่าง ช่วยให้น้ำซึมผ่านลงสู่ชั้นน้ำใต้ดินได้เร็วและง่ายขึ้น
1.4 พื้นที่เกษตรกรรม หรือสวนหลังบ้าน ช่วยเพิ่มความชื้นให้กับดินในบริเวณรอบ ๆ และช่วยเก็บกักน้ำไว้ให้รากพืชในช่วงหน้าแล้ง
1.5 พื้นที่เปิดว่างที่ไกลจากแหล่งมลพิษ มีทางระบายน้ำฝนสะอาดไหลผ่านได้สะดวก2. พื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (ไม่ควรทำ / ห้ามทำ)
2.1 ใกล้แหล่งมลพิษและสารเคมี ห้ามทำ ใกล้บ่อเกรอะ/บ่อส้่วก ถังขยะ คอกสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือแปลงเกษตรที่ใช้สารเคมี/ยาฆ่าแมลงเข้มข้น เพราะสารเคมีและสิ่งสกปรกจะซึมลงไปปนเปื้อนแหล่งน้ำใต้ดิน
2.2 ใกล้ตัวบ้านหรือโครงสร้างสิ่งปลูกสร้าง น้อยกว่า 1.5 - 2 เมตร น้ำที่ซึมลงดินบริเวณใกล้ฐานรากมากเกินไป อาจทำให้ดินทรุดตัว หรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของโครงสร้างบ้านได้
2.3 พื้นที่ชั้นดินเหนียวแน่นหนา (Impermeable Clay Layer) ดินเหนียวมีอัตราการซึมของน้ำต่ำมาก ทำให้น้ำไม่สามารถซึมลงสู่ใต้ดินได้จริง และจะกลายเป็นบ่อน้ำเน่าขังแทน
2.4 พื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงอยู่แล้ว เช่น พื้นที่ใกล้ริมแม่น้ำหรือชายฝั่งที่มีน้ำใต้ดินปะปนสูงจนเกือบถึงระดับพื้นดิน การขุดบ่อเติมน้ำจะไม่เกิดประโยชน์เพราะดินไม่สามารถอุ้มน้ำเพิ่มได้อีก
2.5 พื้นที่ป่ารักษ์น้ำ หรือเขตอุทกธรณีวิทยาอ่อนไหว หากเป็นธนาคารน้ำใต้ดิน ระบบเปิด (บ่อขนาดใหญ่) ไม่ควรขุดในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อทิศทางการไหลของชั้นน้ำบาดาลหลัก เว้นแต่จะได้รับการสำรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ
(ภาพ : waymagazine.org)
(ภาพ : waymagazine.org)
ที่มา : โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ
การบริหารจัดการน้ำด้วยธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Banking) คือแนวคิดในการเติมน้ำลงสู่ชั้นใต้ดินในช่วงที่มีน้ำมากหรือเกินความต้องการ (ฤดูฝน) เพื่อฝากไว้ในชั้นหินและชั้นดิน แล้วสูบกลับมาใช้ในช่วงที่มีน้ำน้อย (ฤดูแล้ง) ช่วยแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งได้อย่างยั่งยืน
แนวความคิดนี้ช่วยในการแก้ไขปัญหาในอดีต เช่น น้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตร บ้านเรือน ไร่นา บางช่วงแล้ง มีน้ำไม่เพียงพอต่อการใช้ ต้องซื้อหรือหาน้ำจากแหล่งอื่น ๆ การแก้ไขปัญหาในอดีตจะมีหลายแบบ ได้แก่ การสร้างเขื่อน การทำแก้มลิง การสร้างฝายชะลอน้ำ การสร้างอ่างเก็บน้ำ สร้างสระน้ำ ซึ่งการทำธนาคารน้ำใต้ดินก็เป็นแนวความคิดใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ดี
ระบบการทำอยู่ 2 แบบด้วยกัน
1. ระบบปิด คือการฝากน้ำไว้ในระดับตื้น เป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง ระบายน้ำในครัวเรือน โดยจะทำที่ความลึกประมาณ 1.5-2.5 เมตร ลักษณะขุดเป็นบ่อขนาดเล็ก ใส่หิน กรวด ขวด และท่อระบายอากาศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชื้นให้ดินและต้นไม้บริเวณรอบๆ
2. ระบบเปิด คือการฝากน้ำไว้ที่ระดับความลึก เช่นระดับน้ำบาดาล เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ในเขตชุมชนหรือเขตอุตสาหกรรม จะขุดลึกจนทะลุชั้นดินเหนียวชั้นทรายลงไป ลักษณะขุดเป็นบ่อขนาดใหญ่ โดยน้ำจะลงไปเก็บไว้ในชั้นน้ำบาดาล การนำมาใช้จะเป็นการสูบขึ้นมาเพื่อใช้ในการเกษตรและอุปโภค
ขั้นตอน การทำธนาคารน้ำใต้ดิน ตามมาตรฐาน AGS
1. การเก็บข้อมูลพื้นฐานด้านทรัพยากรน้ำชุมชนและภูมิประเทศ
2. การสำรวจทิศทางการไหลของน้ำผิวดิน และใต้ดิน ในระดับพื้นที่ และชุมชน
3. การเจาะสำรวจชั้นดิน สำรวจธรณีฟิสิกส์เพื่อประเมินศักยภาพของแหล่งน้ำใต้ดินเพื่อความคุ้มทุนโครงการ
4.การวางแผนและกำหนดจุดระบบการเติมน้ำใต้ดินในแผนที่ตำบล
5.การออกแบบระบบธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อให้เข้ากับบริบทของพื้นที่
6.การดำเนินการก่อสร้างตามรูปแบบที่กำหนดไว้
7.การเก็บข้อมูล ติดตาม ประเมินผล และบำรุงรักษาระบบการจัดการน้ำ
8.การสรุป วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค โอกาส และขยายผลโครงการ
การเลือกพื้นที่ในการทำ ธนาคารน้ำใต้ดิน (ระบบเติมน้ำใต้ดิน) เพื่อให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุด และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือโครงสร้างอาคารบ้านเรือน
1. พื้นที่ที่เหมาะสม (ควรทำ)
1.1 จุดที่น้ำท่วมขังเป็นประจำ เช่น แอ่งกระทะ ร่องน้ำ ไหล่ทาง หรือบริเวณจุดรวบรวมน้ำฝน
1.2 บริเวณชายคาบ้าน หรือใต้ท่อระบายน้ำฝน การทำใต้จุดที่น้ำฝนตกลงมาจากหลังคาจะช่วยรับน้ำและซึมลงดินได้ทันที
1.3 พื้นที่ที่เป็นดินร่วน ดินทราย หรือชั้นหินที่มีช่องว่าง ช่วยให้น้ำซึมผ่านลงสู่ชั้นน้ำใต้ดินได้เร็วและง่ายขึ้น
1.4 พื้นที่เกษตรกรรม หรือสวนหลังบ้าน ช่วยเพิ่มความชื้นให้กับดินในบริเวณรอบ ๆ และช่วยเก็บกักน้ำไว้ให้รากพืชในช่วงหน้าแล้ง
1.5 พื้นที่เปิดว่างที่ไกลจากแหล่งมลพิษ มีทางระบายน้ำฝนสะอาดไหลผ่านได้สะดวก
2. พื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (ไม่ควรทำ / ห้ามทำ)
2.1 ใกล้แหล่งมลพิษและสารเคมี ห้ามทำ ใกล้บ่อเกรอะ/บ่อส้่วก ถังขยะ คอกสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือแปลงเกษตรที่ใช้สารเคมี/ยาฆ่าแมลงเข้มข้น เพราะสารเคมีและสิ่งสกปรกจะซึมลงไปปนเปื้อนแหล่งน้ำใต้ดิน
2.2 ใกล้ตัวบ้านหรือโครงสร้างสิ่งปลูกสร้าง น้อยกว่า 1.5 - 2 เมตร น้ำที่ซึมลงดินบริเวณใกล้ฐานรากมากเกินไป อาจทำให้ดินทรุดตัว หรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของโครงสร้างบ้านได้
2.3 พื้นที่ชั้นดินเหนียวแน่นหนา (Impermeable Clay Layer) ดินเหนียวมีอัตราการซึมของน้ำต่ำมาก ทำให้น้ำไม่สามารถซึมลงสู่ใต้ดินได้จริง และจะกลายเป็นบ่อน้ำเน่าขังแทน
2.4 พื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงอยู่แล้ว เช่น พื้นที่ใกล้ริมแม่น้ำหรือชายฝั่งที่มีน้ำใต้ดินปะปนสูงจนเกือบถึงระดับพื้นดิน การขุดบ่อเติมน้ำจะไม่เกิดประโยชน์เพราะดินไม่สามารถอุ้มน้ำเพิ่มได้อีก
2.5 พื้นที่ป่ารักษ์น้ำ หรือเขตอุทกธรณีวิทยาอ่อนไหว หากเป็นธนาคารน้ำใต้ดิน ระบบเปิด (บ่อขนาดใหญ่) ไม่ควรขุดในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อทิศทางการไหลของชั้นน้ำบาดาลหลัก เว้นแต่จะได้รับการสำรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ
(ภาพ : waymagazine.org)
(ภาพ : waymagazine.org)
ที่มา : โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ
Quote from paen on September 2, 2026, 7:37 pmแบบ การทำธนาคารน้ำใต้ดิน ระบบปิด แบบเป็นบ่อ และแบบรางระบายน้ำ
(ภาพ : topnews.co.th)
แบบ การทำธนาคารน้ำใต้ดิน ระบบปิด แบบเป็นบ่อ และแบบรางระบายน้ำ
(ภาพ : topnews.co.th)